วันพุธที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

Conditional sentences (Out class VII)

Conditional sentences
(Out class VII)


                Conditional sentencesหรือที่หลายๆคนรู้จักกันในชื่อ if – clause ซึ่งจะประกอบด้วย อนุประโยคสองประโยค ซึ่งจะมี 1 ประโยคที่ใช้ if ในการขึ้นต้น คำว่า if แปลว่า ถ้า สมมุติว่า ถ้าหากว่า

If it rains, we can’t go out.
We can’t go out if it rains.
           
            ทั้งสองประโยคด้านบนมีความหมายเหมือนกันแต่จะมีการวางอนุประโยคที่แตกต่างกันโดยประโยคที่ขึ้นต้นด้วย IF จะต้องมี COMMA คั้นระหว่าง แต่ถ้าไม่ขึ้นต้นด้วย IF ไม่ต้องใส่ใดๆทั้งสิ้น


Adjective clause (Out class VI)

Adjective clause
(Out class VI)


                Adjective clause คือ Subordinate clause or relative clause ที่ทำหน้าที่ขยายคำนามหรือคำสรรพนามซึ่งเมื่อลดรูปแล้วจะได้เป็น Participial phrase หรือ Adjective phrase

                Adjective clause จะมี relative pronoun หรือ relative adverb นำมาข้างหน้า
ดังนั้น adjective clause จึงมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “relative clause” 

1.            Who
                                แทน คน โดยใช้เป็นประธานของประโยคเสมอ
                                แปลว่า “ผู้ซึ่ง” “คนที่” หรือ “ที่”
               
SUBJECT + WHO + VERB2 + VERB1

SUBJECT + VERB1 + OBJECT + WHO + VERB2

Adjective Clause (Out Class V)

Adjective Clause
 (Out Class V)

                Clause ที่ทำหน้าที่ขยายคำนาม (Noun) หรือสรรพนาม (Pronoun) คือ Adjective clause และถ้าลดรูปแล้วจะได้เป็น Participial phrase หรือ Adjective phrase/ Adjectival phrase

1.การลดรูป Relative clause ที่เป็น Adjective clause ให้เป็นวลี (Phrase) โดยการใช้ V.3 และ V.ing          

                 A) The guy who chattered with Big John through Skype a few days ago was Dave. ลดรูปเป็น          B) The guy chattering with Big John through Skype a few days ago was Dave.  

                หลักการลดรูป         

การพัฒนาทักษะการฟัง ( Out Class IV)

การพัฒนาทักษะการฟัง
( Out Class IV)

               
                คำที่พูดว่า “ ทำอย่างไรให้ฟังภาษาอังกฤษรู้เรื่อง หรือ ทำอย่างไรจึงจะพูดภาษาอังกฤษได้คล่องและทำอย่างไรจึงจะทำให้พูดภาษาอังกฤษได้เก่ง” เป็นคำพูดที่ผู้คนส่วนใหญ่พูดกันทั้งๆที่เรียนภาษาอังกฤษกันมานานหลายปีแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นหลายๆคนยังเสาะหาที่เรียนภาษาอังกฤษเพิ่มเติมจากที่เรียนมาจากโรงเรียนและบางคนผ่านการเรียนมาจากสถาบันการสอนภาษามาแล้วหลายสถาบันแต่ก็ยังไม่สามารถพูดภาษาอังกฤษได้สักที บางคนอ่านภาษาอังกฤษได้ดี เข้าใจได้ดี หรือบางคนทำคะแนนไวยากรณ์ได้ดีแต่ไม่สามารถพูดภาษาอังกฤษได้เพราะอะไร

                สาเหตุที่สำคัญคือการฟังภาษาอังกฤษให้เก่ง กล่าวคือ เราต้องพัฒนาทักษะการฟังภาษาอังกฤษก่อนและวิธีที่ทำแล้วได้ผลมากที่สุด คือ เราต้องฟังประโยคซ้ำๆหลายๆรอบจนจำขึ้นใจแล้วหัดพูดตาม พยายามออกเสียงให้เหมือนที่สุด ซึ่งอาจจะไม่เข้าใจความหมายหรือคำแปลแต่ก็ไม่เป็นไรขอให้ออกเสียงให้ได้ก่อน เมื่อเราพูดประโยคภาษาอังกฤษเหล่านั้นได้แล้ว เราก็หลุดจากกับดักของไวยากรณ์แล้ว ซึ่งแปลว่าเราได้เข้าสู่วงโคจรของการพูดภาษาอังกฤษได้อย่างอัตโนมัติ หลังจากนั้นจึงค่อยๆฝึกแปลความหมาย เพื่อเพิ่มประโยคภาษาอังกฤษเข้าสู่สมองมากขึ้น เราก็สามารถพูดภาษาอังกฤษแบบอัตโนมัติจากจิตใต้สำนึกได้โดยไม่ติดขัด แล้วจึงมาฝึกหรือแก้ไขคำที่เรามักออกเสียงไม่ถูกต้อง ไม่ชัด ให้พุดได้ถูกต้องและชัดเจนตรงนี้อาจจะอาศัยครูผ้สอนภาษาอังกฤษหรือเพื่อนชาวต่างชาติเพื่อให้เรียนรู้ได้เรียนและมั่นใจในการพูดมากขึ้น

การแปลประโยคต่างๆ (Out Class III)

การแปลประโยคต่างๆ
(Out Class III)

            การแปลเป็นเรื่องที่สำคัญของครูภาษาอังกฤษเพราะครูภาษาอังกฤษนอกจากที่จะต้องมีความรู้และต้องนำมาประยุกต์ใช้ให้ถูกด้าน โดยเฉพาะการแปลที่เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะในขณะสอนหนังสือ ให้คำแนะนำหรือทำอะไรก็ตามเกี่ยวกับตัวภาษา เนื่องจากภาษาอังกฤษมีรูปแบบของประโยคค่อนข้างเยอะจึงต้องศึกษาโครงสร้างต่างๆเพื่อให้ได้แปลถูกต้องตามเจ้าของภาษา

                การแปลประโยค SIMPLE SENTENCE จะแปลง่ายเพราะมีใจความสำคัญเพียงใจความเดียว
                                            - It was raining yesterday evening. เมื่อวานฝนตก
                               - He lent me some money. เขายืมเงินฉันเมื่อวาน

การแปล Clause (Out Class II)

การแปล Clause
(Out Class II)


                Clause คือกลุ่มคำที่มีประธานและส่วนขยายเป็นของตัวเองหรือที่เรียกว่า อนุประโยคและประโยคหลักเพื่อทำหน้าที่ต่างๆกัน วึ่งไม่ต้องสนใจเรื่องชนิดของ Clause ขอเพียงแต่รู้ว่าประโยคไหนเป็น Clause และส่วนไหนคือส่วนขยาย
                Clause มีหลายชนิดที่ทำหน้าที่แตกต่างกัน ดังนั้นเวลาแปลก็ย่อมแปลแตกต่างกันออกไป ดังนี้
1.              Noun Clause
2.              Adjective Clause
3.              Adverb Clause

การแปล Noun Clause เนื่องจาก Noun Clause
                คือกลุ่มคำที่มีปรานและส่วนขยายเป็นของตัวเองซึ่งสามารถทำหน้าที่เป็นได้ทั้งประธานของประโยค เป็นกรรม       ของประโยค เป็นกรรมของบุพบท อยู่ในตำแหน่งเดียวกับคำนามแต่จะมี relative pronoun นำหน้า      เสมอ ซึ่งจะมีดังนี้ when, where, why, how, who, whom, what, which, whose,                whether, if, that

1.              กรณีเป็นประธานของประโยค
What my father said was true. สิ่งทีพ่อผมพูดเป็นความจริง
When I shall return is uncertain. ผมจะกลับมาเมื่อไหร่ยังไม่รู้เลย
Why the president left is a mystery. ประธานจากไปอย่างไรยังไม่กระจ่าง

2.              กรณีเป็นกรรมของกริยา
I don’t know when he will return. ผมไม่รู้ว่าเขาจะกลับมาเมื่อไร
She says that she won’t study. หล่อนพูดว่าจะไม่เรียนอีกแล้ว

3.              ทำหน้าที่เป็นกรรมของบุพบท โยจะวาง
                ไว้หลังคำบุพบท
                                There is no meaning in what she says. สิ่งที่หล่อนพุดไม่มีความหมาย
                                He had to manage with whatever he got. เขาต้องจัดการกับสิ่งที่มีอยู่

               
                ตัวอย่างการแปล Adjective Clause คือการแปลอนุประโยคที่ทำหน้าที่ขยายคำนาม
1.              More than forty people who attempted to block vehicles from entering a nuclear power plant were arrested.
มีคนมากกว่า 40 คนผู้ซึ่งพยายามขวางกั้นไม่ให้ยวดยานเข้าไปในโรงงานนิวเคลียร์ถุกตำรวจจับ
2.              Delbert Wilson who authored more than fifty books for young children and the teenagers, died yesterday at the age of fifty-seven.


เครื่องหมายวรรคตอน

                ถือว่ามีส่วนสำคัญอย่างมากในภาษาอังกฤษโดยเฉพาะภาษาเขียนเพราะเครื่องหมายวรรคตอนสามารถบอกถึงความต่อเนื่อง ความสัมพันธ์ ส่วนขยายและการสิ้นสุดข้อความของประโยคได้ ด้วยเหตุที่เครื่องหมายวรรคตอนมีความสำคัญในการแปลจึงต้องเรียนรู้เครื่องหมายวรรคตอนและการใช้ให้ครบถ้วน

Fullstop(.)
                คือเครื่องหมายที่ใช้เมื่อจบประโยคบอกเล่าหรือจบข้อความ
                                I enjoy working here.
                                You can’t stop me.

Comma (,)
            คือเครื่องหมายที่ใช้กับข้อความสั้นๆเพื่อแยกคำหรือวลีในเรื่องเดียวกันเมื่อเขียนติดต่อกันไปตามลำดับและใช้แยกประโยคเพื่อเป็นการอธิบายหรือขยายข้อความที่อยู่ข้างหน้า
                She is, after all, a mere girl.
                “I am very hungry”, said Tom

Colon (:)
            คือเครื่องหมายที่ใช้กับข้อความที่หยุดชั่วขณะเพื่อชี้ให้เห็นว่าข้อความที่อยู่หลังเครื่องหมายนี้เป็นข้อความที่ใช้อธิบายข้อความที่อยู่ข้างหน้าและใช้นำหน้ารายการ
                She said: “Please help me with my work.”
                The teacher I like most is: Mr. Dale, Miss Sona, Mr. Tom.

Semicolon (;)
            คือเครื่องหมายที่ใช้คั่น แยกข้อความหรือคำพูดใน compound sentence
                He was a brave, big-hearted man; and we all honored him.

Question Mark (?)
                คือ เครื่องหมายคำถามจะใช้วางไว้หลังประโยค
                Did she go to the market yesterday?
                Can you speak English?

Dash(-)

            คือเครื่องหมายที่ใช้เพื่อเน้นข้อความที่แทรกเข้ามาในระหว่างเพื่อเป็นการอธิบายเนื้อความเพิ่มเติมหรือการชี้แนะ เช่น If my wife were alive-but why lament the past.

กลยุทธ์ในการเรียนภาษา (Out Class I)

กลยุทธ์ในการเรียนภาษา
                                        (Out Class I)

                การเรียนเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อบุคคลที่ต้องการความรู้ความสามารถคุณธรรมเพราะในการเรียนผู้เรียนจะเกิดการเรียนรู้ต่างๆจากมากมายในการเรียนการสอนโดยส่วนใหญ่จะเน้นไปทางเนื้อหาซึ่งแตกต่างกับการเรียนภาษาอังกฤษที่ต้องพึ่งมีทั้งตัวเนื้อหาและทักษะที่ผู้เรียนหรือผู้ปฏิบัติพึงมี ในการเรียนภาษานี้ใช่ว่าจะเอาแต่คนที่ไม่เนื้อหาหรือมันทักษะเพียงอย่างเดียวแต่ต้องเอาบุคคลที่มีทั้ง 2 อย่างมาส่งเสริมพัฒนาปรับปรุงให้เกิดคุณสมบัติทั้งสองด้านอย่างครบถ้วนแต่ในปัจจุบันกลับพบปัญหาในการเรียนอย่างมากจนทำให้เด็กหรือคนที่กำลังศึกษาเล่าเรียนไม่ได้ผลตามที่กระทรวงศึกษาธิการได้ตั้งไว้
                เมื่อพูดถึงปัญหาทางการเรียนภาษาเราสามารถพูดได้คำเดียวกันเลยว่าเกิดปัญหายังมากมายทั้งที่ในปัจจุบันมีสื่อสิ่งอำนวยความสะดวกในการเรียนอย่างมากมายเช่นหนังสือพิมพ์โทรทัศน์เว็บไซต์ต่างๆแต่ก็ไม่ได้ยกระดับการเรียนภาษาขึ้นมาเลยซึ่งเราสามารถจำแนกปัญหาเป็น 2 ปัจจัยคือปัจจัยภายนอกหรือปัจจัยภายในซึ่งต่างมีลักษณะที่แตกต่างกันไป