วันพุธที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

Learning Log (In class VIII)

Learning Log
(In class VIII)

                การเรียนการสอน เรื่อง การแปล เป็นการเรียนการสอนที่ไม่มีวันจบสิ้น เพราะมีเหตุการณ์ มีเรื่อราวต่างๆเดขึ้นมากมาย ดังนั้นการรู้บริบทหรือลักษณะการแปลต่างๆจะทำให้เราสามารถเข้าใจเนื้อหา บริบทมากขึ้น โดยเฉพาะวันนี้จะเป็นการทบทวนเนื้อหาและสอนวิธีการแปลประโยคที่เป็น NOUN CLAUSE  ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากที่สุดในเรื่องอนุประโยค
          Noun Clause เป็นอนุประโยคชนิดหนึ่งที่ทำหน้าที่เสมือนคำนาม ซึ่งสามารถเป็นได้ทั้งประธาน กรรม กรรมของบุพบทและภาคแสดง ในแต่จะส่วนจะมีลักษณะแตกต่างกันออกไปอย่างชัดเจน


                   ประธาน                     That I love you is not true.
                   กรรม                         I think that is a good teacher.
                   ภาคแสดง                   They are whom you want to meet.

          ซึ่งสังเกตได้ว่าส่วนที่ขีดเส้นใต้จะเป็น NOUN CLAUSE  และมีการวางที่ตำแหน่งต่างกันซึ่งขึ้นอยู่กับหน้าที่ของมัน อีกข้อสังเกต คือ NOUN CLAUSE  ที่มี Clause Marker ซึ่งทำหน้าที่เปรียบเสมือนคำเชื่อม จะมีดังนี้


          What (สิ่งที่, สิ่งซึ่ง)            that (ที่, ที่ว่า, ว่า)      whether/if (หรือไม่, หรือเปล่า)
         
          Who/whom (บุคคล)        How (อย่างไร)        when (เมื่อไร)
         
          Where (ที่ไหน)                why (ทำไม)           whose (ความเป็นเจ้าของ)

          How much/how many (ถามจำนวน)


          การพัฒนาทักษะในอาทิตย์นี้ ข้าพเจ้าได้พัฒนาทักษะการฟังอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมีการกระทำทุกวัน โดยมีการฟังเพลง การดูหนังและการดูข่าว โดยปกติแล้วข้าพเจ้าจะเปิดเพลง เช้า –เย็น แต่ในอาทิตย์นี้ได้วางตารางให้ตัวเองว่าต้องดูหนังคืนละ 1 เรื่อง และต้องดู 2 รอบ รอบแรกจะมี Subtitle รอบที่สองไม่มี Subtitle ซึ่งในการดูหนังแต่ละเรื่องต้องใช้ความพยายามอย่างมาก ต้องมีสติ เงียบ พยายามฟังเพราะสำเนียงฟังยากมาก ยอมรับว่าครั้งแรกๆฟังไม่รู้เรื่องแม้แต่ทำเดียวแต่ฟังพอหลายๆรอบก็เริ่มฟังออก จำประเด็นได้ซึ่งวางแผนไว้เป็นเวลา 2 เดือนว่าจะมาตรวจสอบพัฒนาการในตัวเองว่าเป็นอย่างไรบ้าง โดยการฟังเพลงแล้วเขียนตามคำศัพท์ที่ได้ยิน

If clause (In class VII)

If clause
(In class VII)

                การเรียนรู้เป็นสิ่งที่ดีต่อผู้เรียนเพราะจะทำให้ผู้เรียนพัฒนาทักษะด้านต่างๆเพิ่มคุณธรรมจริยธรรมและยังเพิ่มศักยภาพด้านต่างๆจึงในการเรียนรู้จะต้องมีเป้าหมายหรือวัตถุประสงค์ให้ชัดเจนโดยเฉพาะในห้องเรียนที่ผู้เรียนจะต้องตั้งเป้าหมายแล้วว่าพรุ่งนี้จะเรียนรู้อะไรบ้างอย่างไรเช่นวันพรุ่งนี้เดี๋ยวจะมีการเรียนเรื่อง if-clause ผู้เรียนบางคนกินนั่งทบทวนเรื่องที่จะเรียนมาก่อนแล้ว เพื่อให้เข้าใจอย่างรวดเร็วและง่ายเลยหากมีข้อสงสัยหรือไม่เข้าใจในส่วนใดก็สามารถชะอำครูผู้สอนได้เช่นเดียวกับกับผมที่แต่ละครั้งในรายวิชาการแปล 1 จะมีการทบทวนก่อนที่จะเรียนในวันถัดไป

Time clause (In clause VI )

Time clause

(In clause VI )


                 Time clause หรือที่เรียกกันว่า adverb clause of time เป็นหนึ่งใน Adverb clause ซึ่งเรามีการใช้อย่างมากมายทั้งใน compound sentences complex sentences and compound complex sentences ซึ่งในการใช้มีทั้งการใช้รูปแบบเต็มประโยคและลดรูปและมีการใช้ที่ผิดอย่างบ่อยครั้งดังนั้นในวันนี้จึงได้มีการเรียนการสอนในเรื่องนี้
                กฎการลดรูปมีมากมายหลายกฎเกณฑ์ที่เป็นที่ยอมรับมีดังนี้
1.             ประธานใน main clause กับประธานของ adverb clause เป็นประธานตัวเดียวกันเมื่อลดรูปต้องเปลี่ยน verb ใน adverb clause เป็น verb เติม –ing

โค้ชทางภาษา (In class V)

โค้ชทางภาษา
(In class V)

                การเรียนภาษาอังกฤษเป็นเรื่องทั่วไปธรรมดาที่ทุกคนต้องพบเจอบางคนได้รับสาระเก็บเกี่ยวประสบการณ์อย่างเต็มที่ บางคนได้เพียงเล็กน้อยแต่ถึงอย่างไรผู้เรียนเหล่านั้นก็จะเอาไปลงคอร์สเรียนภาษาอังกฤษเพื่อเพิ่มความรู้ให้กับตัวเอง เผื่อเพื่อให้ตนเองภาษาอังกฤษมากขึ้นบางครั้งในการเรียนพิเศษคนส่วนใหญ่ใช้เรียนแล้วลืมแล้วลืมเปลี่ยนแล้วไม่กินขึ้นอื่นแล้วเสียงเงินฟรีซึ่งในแต่ละครั้งก็มีแต่การท่องจำซับสงสัยเนื้อหาทักษะอย่างอื่นเลยพอจบก็ไม่เหลือความรู้สักนิด ซึ่งกระผมเองคิดว่า ภาษาคือทักษะซึ่งมันจะต้องรับการฝึกการเขียนการอ่านการพูดซึ่งล้วนแต่ต้องใช้การฝึกทั้งนั้น และถ้าหากเราไปเรียนกับครูจะได้แค่ความรู้ทางวิชาการดังนั้นตอนนี้ภาษาที่ดีมันต้องมีโค้ดซึ่งเหมาะว่าไปเรียนกับอาจารย์
                เมื่อกล่าวถึงโค้ดทางภาษาซึ่งจะมีในทุกทุกที่แต่ผมขอแบ่งเป็น 3 โซน คือ

สังคมไทยและสภาพการศึกษาสังคมไทย (IN class IV)

สังคมไทยและสภาพการศึกษาสังคมไทย
(IN class IV)

                สังคมไทยและสภาพการศึกษาสังคมไทยในยุคนี้เป็นยุคที่กำลังได้รับการแก้ไขปรับปรุงสิ่งต่างๆอย่างมากมายซึ่งมีการกระทำเช่นนี้มาเป็นเวลานานหลายปีคณะรัฐมนตรีต่างออกกฎหมายหลายหลายฉบับที่มีผลต่อการพัฒนาประเทศแต่ในความเป็นจริงแต่ในความเป็นจริงการศึกษากับดูแย่ลงซึ่งมีด้วยกันหลายเหตุผลที่บอกว่าและตอบคำถามได้ว่าทำไมได้ทราบถึงเป็นแบบนี้วันนี้เรามาดูถึงระบบของการศึกษาในปัจจุบัน
                ในอยู่นโยบายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ประจำปีงบประมาณ 2558 ได้มีนโยบายทั่วไปห้านโยบายซึ่งจะเน้นการพัฒนาการศึกษาอย่างเต็มความสามารถซึ่งในการพัฒนาและปฏิรูปนักศึกษาจะต้องยึดหลักการส่วนร่วมมีการกระจายอำนาจในความต้องการของทุกภาคส่วนในสังคม การสร้างโอกาสทางการศึกษาในสังคมซึ่งจะต้องมีความเท่าเทียมและเป็นธรรมโดยน้อมนำแนวทางของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและนำเทคโนโลยีสาระ

Tense (In class III)

Tense
(In class III)


            ในปัจจุปันภาษาอังกฤษเข้ามามีอิทธิพลต่อคนบนโลกอย่างมาก ซึ่งอาจพูดว่าภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สองของโลก เนื่องจากคนส่วนใหญ่ใช้ภาษาอังกฤษในการติดต่อสื่อสาร รวมไปถึงการศึกษาของประเทศไทย ซึ่งภาษาอังกฤษเป็นหลักสูตรการศึกษาแกนกลางของทุกระดับเป็นภาษาที่สองรองมาจากภาษาแม่หรือภาษาประจำชาติ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าแปลกใจที่สังคมสอนภาษาอังกฤษโดยเน้นหลักไวยากรณ์มากกว่าการสนทนาที่กำลังมีบทบาทอย่างมากแต่ถึงจะสอนหรือปลูกฝังมานานเท่าใดเด็กไทยก็ไม่สามารถนำความรู้ทางไวยากรณ์มาใช้ประโยชน์อย่างเหมาะสมแต่สำหรับครูผู้สอนภาษาอังกฤษหรือผู้ที่ทำงานเกี่ยวข้องกับภาษาต่างรู้ถึงความสำคัญของหลักไวยากรณ์นั้นเป็นสิ่งที่สำคัญในการแปลนั้นคือ Tense ที่จะสามารถบอกอะไรกับเราได้หมายอย่างเช่น เกิดขึ้นตอนไหน เกิดขึ้นอย่างไร ผ่านมาแล้วหรือยัง
           

การปรับปรุงแก้ไขปัญหาทางภาษาของตนเอง (In class II)

การปรับปรุงแก้ไขปัญหาทางภาษาของตนเอง
(In class II)

                การเรียนภาษาเป็นการเรียนที่ต้องใช้ระยะเวลายาวนานกว่าจะเห็นผลซึ่งในแต่ละเนื้อหาไวยากรณ์และคำศัพท์ที่มีความสัมพันธ์กันอย่างแน่นแฟ้นจนไม่สามารถแยกออกจากกันได้อีกครั้งมีทักษะอีก 4 ทักษะเพื่อฝึกความสำเร็จชำนาญในการใช้ภาษาอย่างถูกต้องคล่องแคล่วและว่องไวคือฟังพูดอ่านเขียนซึ่งตัวกระผมมีปัญหาต่างๆดังนี้
                ด้านตัวเนื้อหาเนื่องจากเนื้อหาประกอบด้วย 2 ส่วนคือตัวไวยากรณ์และคำศัพท์ซึ่งกับผมมีปัญหาที่ตัวไวยากรณ์โดยส่วนใหญ่เพราะเป็นคนที่ติดกับโครงสร้างภาษาไทยเวลาได้รับหรือให้เขียนบทความเรียงความประโยคส่วนใหญ่จึงเป็นโครงสร้างภาษาไทย โดยวิธีการแก้ไขที่ข้าพเจ้ากำลังจะทำอยู่คือการทำข้อสอบเยอะเยอะซึ่งเป็นข้อสอบที่มีไวยากรณ์ผสมผสานกันไปแล้วผลจากการทำข้อสอบคือการรู้ความหมายของคำศัพท์มากขึ้นได้เห็นตัวไวยากรณ์มากขึ้น